WHAT 'S FIBERGLASS ?
บางคนรู้จัก"ไฟเบอร์กลาส"ว่าเป็นวัสดุผสม หรือพลาสติกเสริมแรง ใช้ผลิตเป็นหลังคา รถกระบะ หรืออ่างอาบน้ำ แต่แท้จริงแล้ว "ไฟเบอร์กลาส" ก็คือ "เส้นใยแก้ว" มีความหมาย ที่แปลตรงตัว เส้นใยแก้วถูกนำไปใช้เป็นวัสดุช่วยเสริมแรงให้กับพลาสติกเรซิน และขึ้นรูป เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หลังคารถกระบะ อ่างอาบน้ำ เรือ ชิ้นส่วนเครื่องบินเล็ก ถังน้ำขนาด ใหญ่ ชิ้นส่วนรถแข่ง ผลิตภัณฑ์คอนกรีตเสริมใยแก้ว(Glass Reinforced Concrete, GRC) เป็นต้น นอกจากสมบัติความแข็งแรง ทนแรงดึงได้สูงมากแล้ว เส้นใยแก้วยังมีสมบัติด้าน การเป็นฉนวนความร้อน ถูกใช้เป็นฉนวนในเตา ตู้เย็น หรือวัสดุก่อสร้าง นอกจากนั้น เส้นใยแก้วสามารถทอเป็นผืนผ้า เย็บเป็นชิ้น และด้วยโครงสร้างที่ทำให้ ผลิตภัณฑ์ทำจาก เส้นใยแก้วมีช่องว่างภายใน ที่ถูกดักเก็บไว้ทำให้มีความสามารถในการป้องกันความร้อนได้ดี เหมาะที่จะทำผ้าหนุนด้านใน เพื่อเป็นฉนวนที่ดีเช่นเดียวกับที่ใช้กับตู้เย็นหรือเสื้อหนาวผ้าจากเส้นใยแก้วไม่มีการดูดซึมน้ำ ใช้เป็นผ้ากันน้ำ ไม่เกิดการหดตัวและไม่เกิดผลเสียจากน้ำเส้นใยแก้วมีขนาดและความยาวหลากหลายขนาด เส้นใยอาจยาวเหมือนเส้นด้าย ยาวมากไปจนถึงเส้นใยที่สั้นมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เส้นใยแก้วผลิตจากส่วนประกอบ ของทรายแก้ว หินปูน หินฟันม้า เติมกรดบอริกและสารเติมแต่งอื่นๆ ถูกหลอมเหลวภายใน เตาไฟฟ้าที่อุณหภูมิสูงมากถึง 1370 องศาเซลเซียส ซึ่งหากมีการควบคุมคุณภาพส่วนผสม เป็นอย่างดี ให้มีความบริสุทธิ์ ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นลูกแก้วเพื่อคัดเลือกลูกแก้วที่ดี มาหลอมเป็นน้ำแก้วใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้น จะเข้าสู่กระบวนการรีดเป็นเส้นใยยาว โดยเส้นใยถูกดึงออกจากหัวรีด และถูกม้วนเก็บด้วยความเร็วที่สูงกว่าความเร็วของใยแก้ว ที่ถูกอัดออกจากหัวรีด ซึ่งเท่ากับเป็นการยืดดึงในขณะที่เส้นใยยังอ่อนตัว ได้เส้นใยขนาด เล็กลงก่อนการแข็งตัว เส้นใยยาวนี้มักนิยมใช้ทำผ้าม่าน หากต้องการทำเป็นเส้นใยสั้นก็จะถูกตัดด้วยแรงลมให้มีความยาวแตกต่างกันออกไป ซึ่งนิยมนำไปทำผลิตภัณฑ์เทปหรือผ้า ในงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันเสียง อุณหภูมิและไฟ"ไฟเบอร์กลาส" ในภาษาของวัสดุเสริมแรงที่รู้จักทั่วไป ในการทำหลังคารถกระบะ หรือชิ้นส่วนที่ต้องการความแข็งแรงนั้น ผลิตจากการนำชิ้นส่วนต้นแบบมาขัดผิวด้านนอกด้วย ขี้ผึ้งถอดแบบ วางผ้าใยแก้วบนชิ้นส่วนต้นแบบ ทาด้วยเรซินที่ผสมตัวทำให้แข็งให้มีความหนา ตามต้องการ เมื่อเรซินแข็งตัวแล้วดึงชิ้นส่วนไฟเบอร์กลาสออกจากชิ้นส่วนต้นแบบ นำมาขัด แต่งผิวด้านนอกให้เรียบร้อยการสร้างชิ้นส่วนไฟเบอร์กลาสจากวิธีนี้จะขาดรายละเอียดและ ความสวยงาม แตกต่างจากวิธีที่ใช้แม่พิมพ์ ซึ่งเหมาะสำหรับชิ้นส่วนจำนวนมาก แต่มีขั้นตอน ยุ่งยากกว่าวิธีแรก โดยเราต้องสร้างแม่พิมพ์ขึ้นมาจากชิ้นส่วนต้นแบบเสียก่อน เมื่อได้แม่พิมพ์ แล้วจึงนำมาสร้างชิ้นส่วนไฟเบอร์กลาสที่ต้องการชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นมามีความสวยงามเหมือนกับ ต้นแบบทุกประการ และสามารถเสริมความแข็งแรงในบริเวณที่ต้องการโดยเพิ่มความหนา ของใยแก้วหลายๆ ชั้นไฟเบอร์กลาสผลิตขึ้นจากสารเคมีและวัสดุหลายชนิด ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ดวงตา ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังและใส่อุปกรณ์ป้องกัน ในขณะที่ทำ ชิ้นส่วนจากไฟเบอร์กลาส
พลาสติกคืออะไร พลาสติกเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มนุษย์รู้จักมานานกว่า ๑๓๐ ปี และนำมาใช้ประโยชน์ แทนโลหะ ไม้ หรือวัสดุธรรมชาติอื่นๆ เช่น ทำเส้นใยสำหรับผลิตสิ่งทอ หล่อเป็นลำเรือและชิ้นส่วนของยานยนต์ ภาชนะ และวัสดุ บรรจุภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์และเครื่องใช้อื่นๆอีกมาก ปัจจุบันพลาสติกมีบทบาทอย่างยิ่งใน ชีวิตประจำวัน เราจะพบเห็นพลาสติกในรูปของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ตื่นนอน ตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนกลางคืน เริ่มตั้งแต่แปรงสีฟัน หวี กล่องใส่สบู่ ขวดและกระปุกเครื่องสำอางเครื่องประดับของ สตรี หัวก๊อกน้ำ ฝักบัวและสายยาง ประตู ห้องน้ำ เสื้อผ้า กระดุม ถุงเท้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ ถ้วย จาน โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องตกแต่งบ้าน สีทาบ้าน กระเบื้องมุงหลังคาแบบโปร่งแสง ชิ้นส่วน รถยนต์และพาหนะอื่นๆ กระเป๋า เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์และชิ้นส่วนอวัยวะเทียม อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะไปที่แห่งใดก็จะพบเห็นพลาสติกเสมอพลาสติกเป็นวัสดุที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น โดยการนำวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำมันปิโตรเลียม มาแยกเป็นสารประกอบ บริสุทธิ์หลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารประกอบระหว่างคาร์บอน (ถ่าน) กับก๊าซ ไฮโดรเจน เมื่อนำเอาสารประกอบแต่ละ ชนิดมาทำปฏิกิริยาให้มีลักษณะต่อๆกันเป็นเส้นสายยาวมากๆ ก็จะได้วัสดุที่มีสมบัติเป็น พลาสติก พลาสติกที่เกิดจากสารประกอบที่ต่างกันจะมีสมบัติแตกต่างกันไปด้วย และ พลาสติกบางชนิดอาจเกิดจากสารประกอบ มากกว่า ๑ ชนิดก็ได้
พลาสติกเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด
มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมี และทำพลาสติกขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. ๑๘๖๘ โดย จอห์น เวสลีย์ ไฮแอท (John Wesley Hyatt)นักวิทยาศาสตร์ ชาวอเมริกัน ได้ทำการทดลองผลิตวัสดุชนิดหนึ่งจากปฏิกิริยาของเซลลูโลสไนเทรต กับการบูรผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถทำเป็นแผ่นแบนบาง มีความใสคล้ายกระจก แต่ม้วนหรืองอได้ และได้เรียกชื่อตาม วัตถุดิบที่ใช้ว่า เซลลูโลสไนเทรตต่อมา พลาสติกชนิดนี้ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และเป็นที่นิยม เรียกว่า เซลลูลอยด์ (Celluloid) การพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกเชิงอุตสาหกรรม
ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีพลาสติกชนิดอื่นๆเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทย เริ่มมีมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในระยะแรกมีการนำเข้าพลาสติกเรซินจากต่างประเทศมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกกันประปราย ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้มีการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกขนาดใหญ่ขึ้นแต่ยังคงต้องนำเข้าเรซินจากต่างประเทศเช่นกัน จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๕๑๔ ประเทศไทยจึงสามารถผลิตพลาสติกเรซินคือ พีวีซี ได้เองเป็นชนิดแรก ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตพลาสติกได้อีกหลายชนิด เช่น พอลิเอทิลีน พอลิโพรไพลีน พอลิสไตรีน และพอลิเอสเทอร์
วัตถุดิบจากธรรมชาติสำหรับการผลิตพลาสติกมีอะไรบ้าง
วัตถุดิบที่สำคัญที่ใช้สำหรับการผลิต พลาสติกคือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แร่ธาตุต่างๆเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้อาจผลิตจากน้ำมันพืช และส่วนต่างๆของพืชได้เช่นกัน
- ปิโตรเลียม ปิโตรเลียมเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญ ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกแทบทุกชนิดประเทศไทยมีแหล่งผลิตปิโตรเลียม หลายแห่ง แต่ไม่มีการนำมาทำประโยชน์ ในด้านผลิตภัณฑ์พลาสติก มีเพียงการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้นผลิตภัณฑ์ที่ได้ จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และสามารถ นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติก ที่สำคัญ ได้แก่ สารในกลุ่มโอเลฟิน (Olefins) เช่น มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน และเพนเทน และสารในกลุ่มอะโรแมติก (Aromatics) เช่น เบนซีน และอนุพันธ์ของเบนซีน สารทั้ง ๒ กลุ่มสามารถนำมาผลิตมอนอเมอร์ได้มากมายหลายชนิด
- ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติที่พบในประเทศไทยมีส่วนประกอบเป็นสารไฮโดรคาร์บอน ที่ สำคัญคือ มีเทน อีเทน โพรเพน และบิวเทน เป็นส่วนใหญ่ สารไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทิลีนมอนอเมอร์ และโพรไพลีนมอนอเมอร์ ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นสำหรับการผลิตพลาสติกหลายชนิด
- ถ่านหินและลิกไนต์ ประเทศไทยมีแหล่งลิกไนต์สำคัญ ๒ แห่งคือ ที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง และที่จังหวัดกระบี่ ประโยชน์ของลิกไนต์นอกจาก ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า แล้ว ยังใช้ผลิตเบนซีน และอนุพันธ์ของ เบนซีนเช่น สไตรีนมอนอเมอร์ ได้ด้วย
- พืชและน้ำมันพืช วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตพลาสติกบาง ชนิด ได้แก่ ส่วนต่างๆของพืชและน้ำมันพืช เช่น เซลลูโลส เชลแล็ก และกรดไขมันต่างๆ
- แร่ธาตุต่างๆ สินแร่บางชนิด เช่น ถ่านโค้ก และหินปูน เป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิตแคลเซียมคาร์ไบด์ ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอะเซทิลีน
นอกจากนี้ คลอรีนที่ผลิตได้จากน้ำทะเล ตลอดจนแร่ใยหินได้นำมาใช้ สำหรับผลิตพลาสติกเสริมแรง วัตถุดิบที่ใช้เป็นสารเริ่มต้นสำหรับการ ผลิตพลาสติกที่ได้จากแหล่งต่างๆนั้นจะมีลักษณะเป็นสารไฮโดรคาร์บอนโมเลกุลเดี่ยว เรียกว่า มอนอเมอร์ ที่สำคัญ ได้แก่ เอทิลีน ไวนิลคลอไรด์ ไวนิลฟลูออไรด์ โพรไพลีน บิวทาไดอีน เบนซีน ไซลีน ฟีนอล ยูเรีย และฟอร์มาลดีไฮด์
ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบ่งได้กี่ประเภท
ก. ปฏิกิริยาแอดดิชันพอลิเมอไรเซชัน หรือการเกิดพอลิเมอร์ด้วยการเติม (Addition Polymerization) เป็นปฏิกิริยาที่เติมอนุมูลอิสระ๑ (Free radical) หรือไอออน๒ (ion) เข้าไปในโมเลกุล ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ (Chain reaction) แบ่งขั้นตอนของปฏิกิริยาได้ดังนี้
ขั้นเริ่มต้นเส้นสาย (Chain initiation)
ขั้นขยายเส้นสาย (Chain propaga-tion)
ขั้นปรับปรุงเส้นสาย (Chain modifi- cation)
ขั้นยุติปฏิกิริยา (Chaintermination)
ปฏิกิริยาแบบนี้แบ่งออกตามลักษณะ ของตัวเริ่มต้นได้ ๓ แบบ คือ๑. การเกิดพอลิเมอไรเซชันด้วยการเติมอนุมูลอิสระ (Radical Polymerization) ปฏิกิริยาเริ่มต้นด้วยอนุมูลอิสระ และเกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องไปจนกระทั่งถึงขั้นยุติปฏิกิริยา การใช้อนุมูลอิสระเป็นตัวเริ่มปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันนี้ เป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง เช่น การผลิตพีวีซี พอลิสไตรีน พอลิเอทิลีน ยางสไตรีนบิวทาไดอีน (SBR) พอลิเมทิลเมทาคริเลต (Perspex)
๒. การเกิดพอลิเมอไรเซชันด้วยการเติมแคตไอออน (Cationic Polymerization) เนื่องจากมอนอเมอร์บางตัวมีโอกาสที่จะรับโปรตอน (H+) ได้ง่าย เมื่อรับเข้าไปแล้วก็จะทำให้ตัวมันกลายเป็นแคตไอออนไป ซึ่งจะสามารถทำปฏิกิริยาต่อไปเกิดเป็นโมเลกุลยักษ์ขึ้นได้ ปฏิกิริยานี้มีความไวมาก แม้ว่าจะมีสารที่เป็นตัวกำเนิดโปรตอนเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่เนื่องจากกระบวนการนี้จะ ต้องทำปฏิกิริยาที่อุณหภูมิต่ำเพื่อที่จะให้ได้โมเลกุลใหญ่มากๆ ปฏิกิริยานี้จึงไม่เป็นที่นิยมนัก เนื่องจากการทำที่อุณหภูมิต่ำมักสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้ยกเว้นการผลิตยาง บิวทิล
๓. การเกิดพอลิเมอไรเซชันด้วยการเติมแอนไอออน (Anionic Polymerization) สารประเภทแอนไอออน หรือคาร์แบนไอออน (Carbanions) สามารถทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่มีพันธะคู่ได้โดยง่าย เมื่อเกิดการรวมตัวขึ้นก็จะทำให้โมเลกุลที่เกิดขึ้นใหม่เป็นแอนไอออนไปด้วย แล้วดำเนินปฏิกิริยาต่อๆไป เกิดเป็นโมเลกุลใหญ่ขึ้นๆ ส่วนใหญ่มักใช้โลหะเอไมด์ (Metal amides) โลหะแอลคอกไซด์ (Metal alkoxides) หรือโลหะอิสระ (Free metals) บางชนิดเป็นตัวเริ่มปฏิกิริยานี้
ข. ปฏิกิริยาคอนเดนเซชันพอลิเมอไรเซชัน (Condensation Polymerization) ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับส่วนประกอบที่ใช้ ตัวกลางของปฏิกิริยาและธรรมชาติของมอนอเมอร์ เป็นปฏิกิริยารวมตัวของมอนอเมอร์และสูญเสียโมเลกุลของน้ำออกจากส่วนต่อของโมเลกุลมอนอเมอร์ ๒ โมเลกุล เช่น ปฏิกิริยาของเฮกซะเมทิลีนไดอะมีน (Hexamethylenediamine) และกรดอะดิพิก (Adipic acid) ผลิตภัณฑ์ที่ได้คือ ไนลอน ๖,๖ (Nylon 6,6)
พลาสติกแบ่งได้กี่ประเภท การจำแนกประเภทของพลาสติกตามลักษณะและสมบัติของพอลิเมอร์ แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ- เทอร์โมพลาสติก วัสดุประเภทนี้ส่วนใหญ่มักได้จากปฏิกิริยาแอดดิชันพอลิเมอไรเซชัน พลาสติกในกลุ่มนี้จะอ่อนนิ่มจนไหลได้ เมื่อได้รับความร้อนเพียงพอ และเมื่อเย็นลงจะกลับแข็งคงรูปเช่นเดิม จะเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่ว่าจะทำกี่ครั้งก็ตาม ได้แก่ พอลิเอทิลีน พอลิโพรไพลีน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน เป็นต้น
- เทอร์โมเซ็ต เป็นวัสดุที่ได้จากปฏิกิริยาคอนเดนเซชันพอลิเมอไรเซชัน พลาสติกประเภทนี้จะอ่อนนิ่มจนไหล ได้เมื่อได้รับความร้อนเพียงพอในครั้งแรก และเมื่อเย็นลงจะกลับแข็งคงรูป แต่จะทำได้เพียงครั้งเดียว ไม่สามารถทำได้หลายครั้ง เหมือนกับวัสดุเทอร์โมพลาสติก ตัวอย่างของพลาสติกประเภทนี้ ได้แก่ เบกกาไลต์ เมลามีน ยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ ซิลิโคน นอกจากนี้ ยังสามารถจำแนกพลาสติก ออกเป็นกลุ่มย่อยตามชนิดของสารเคมีที่ใช้เป็นวัตถุดิบเริ่มต้นปฏิกิริยา หรือตามประเภท มอนอเมอร์ของพลาสติก
ส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมพลาสติกมีอะไรบ้าง
การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยทั่วไป ไม่นิยมนำเรซินบริสุทธิ์มาขึ้นรูปโดยตรง จะต้องใช้วัสดุและสารเคมีอย่างอื่นมาผสม เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ของผสมที่ได้จากการเจือวัสดุและสารเคมีลง ในเรซินนี้ ในอุตสาหกรรมพลาสติกเรียกว่า คอมพาวนด์ (Compound) ส่วนประกอบที่สำคัญของคอมพาวนด์อาจแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
- เรซิน (Resins) เป็นพลาสติกเริ่มต้น มีลักษณะเป็นเม็ด เป็นผง หรือเป็นของเหลว เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ อาจเป็นเรซินชนิดเดียว หรือเรซิน หลายชนิดผสมกันก็ได้ ซึ่งอาจจำแนกเป็นประเภทต่างๆ
- พลาสติกไซเซอร์ (Plasticizers) เป็นสารที่เติมลงไปผสมกับเรซินเพื่อทำให้พลาสติกนิ่ม เป็นการเพิ่มคุณสมบัติในทางอ่อนตัว เพิ่มความเหนียว เพิ่มความทนทานต่อความร้อน เพิ่มความต้านทานการสึกหรอ และทำให้สามารถเติมฟิลเลอร์ได้เป็นปริมาณมากขึ้น
แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. พลาสติไซเซอร์ปฐมภูมิ (Primary Plasticizers) เป็นพลาสติไซเซอร์ที่มีคุณภาพ สูง ใช้ได้โดยตรง แต่มักมีราคาแพง
๒. พลาสติไซเซอร์ทุติยภูมิ (Secondary Plasticizers) เป็นพลาสติไซเซอร์ที่มีคุณภาพ ค่อนข้างต่ำกว่าประเภทแรก นำไปใช้โดยตรง ไม่ได้ จะต้องใช้ควบคู่กับพลาสติไซเซอร์ปฐมภูมิ แต่พลาสติไซเซอร์ทุติยภูมิ จะเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะอย่างได้ดีกว่า
- สเตบิไลเซอร์ (Stabilizers) เป็นสารที่เติมลงไปเพื่อช่วยให้พลาสติก มีความอยู่ตัว ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่เสื่อมสลายง่าย นอกจากนี้ ยังช่วยให้พลาสติกมีความทนทานต่อความร้อนเพิ่มขึ้น ด้วย
- ฟิลเลอร์ (Fillers) เป็นวัสดุที่เติมลงไปเพื่อเพิ่มปริมาณพลาสติกให้มากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง จะเห็นว่า ฟิลเลอร์ที่เติมลงไปส่วนใหญ่ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง แต่ฟิลเลอร์บางชนิดก็อาจทำให้คุณภาพของพลาสติก เปลี่ยนไปด้วย เช่น ทำให้พลาสติกทึบแสงขึ้น มีความแข็งเพิ่มขึ้น มีความทนทานสูงขึ้น เป็นต้น
- สารหล่อลื่น (Lubricants) เป็นสารที่ช่วยลดความฝืดในเครื่องจักร ทำให้ทำการผสมง่ายขึ้น ตลอดจนทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ติดแม่พิมพ์ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. สารหล่อลื่นภายนอก (External Lubricants) เป็นสารที่เติมลงไปเพื่อลดความฝืด ระหว่างผิวของพลาสติกกับผิวของโลหะ หรือวัสดุที่ใช้ทำเครื่องจักรและแม่พิมพ์
๒. สารหล่อลื่นภายใน (Internal Lubricants) เป็นสารที่ช่วยลดความฝืดภายในเนื้อพลาสติก กล่าวคือเป็นตัวช่วยลดความฝืดระหว่างโมเลกุล ของพอลิเมอร์ สารหล่อลื่นบางชนิดมีคุณสมบัติอย่างอื่นอยู่ด้วย เช่น ใช้เป็นสารเพิ่มความคงตัวให้พลาสติกหรือเป็นพลาสติไซเซอร์ได้ด้วย
สารหล่อลื่นมีอยู่ ๔ กลุ่มใหญ่ๆ คือ
๑. สารไฮโดรคาร์บอน
๒. กรดไขมันและอนุพันธ์ของกรดไขมัน
๓. กลีเซอรอล และแอลกอฮอล์
๔. ไขข้นธรรมชาติ
เรซินบางชนิดมีคุณสมบัติในการหล่อลื่นตัวเอง เรียกว่า Self lubricants
- สี (Dyes and Pigments) เป็นสารที่เติมลงไปในพลาสติก เพื่อให้เกิดสีสันตามความต้องการ เป็นการเพิ่มคุณค่าและความสวยงามให้แก่ผลิตภัณฑ์
- โพรเซสซิงเอด (Processing Aids)เป็นสารที่เติมลงไปในพลาสติกช่วยเพิ่ม คุณสมบัติบางประการของพลาสติก เช่น เพิ่มความโปร่งใสให้แก่เนื้อพลาสติกป้องกันไม่ให้พลาสติกเกิดริ้วรอยหรือเป็นลายในเนื้อพลาสติก
- โมดิฟายเออร์ (Modifiers)เป็นสารที่เติมลงไปในพลาสติกเพื่อเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางอย่างของพลาสติก
พอลิเอทิลีน (Polyethylene: PE)
โดยทั่วไปแล้ว พอลิเอทิลีนมีสีขาวขุ่น โปร่งแสง มีความลื่นมันในตัว เมื่อสัมผัสจึงรู้สึกลื่น หยุ่นตัวได้ ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่ติดแม่พิมพ์ มีความเหนียว ทนความร้อนได้ไม่มากนัก ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี เป็นฉนวนไฟฟ้า ใส่สีผสมได้ง่าย มีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำจึงลอยน้ำได้ เมื่อความหนาแน่นสูงขึ้นจะทำให้มีความแข็งและ ความเหนียวเพิ่มขึ้น อุณหภูมิหลอมตัวสูงขึ้น และอัตราการคายก๊าซเพิ่มขึ้น เมื่อความหนาแน่นลดลงจะทำให้อัตราการเสื่อมสลาย ของผิวเพิ่มขึ้น กล่าวคือผิวจะแตกรานได้ง่ายขึ้น
สมบัติทั่วไป
- ยืดหยุ่นได้ดี เหนียวมากที่อุณหภูมิต่ำ
- มีความทนทานต่อสารเคมีได้ดีมาก
- ทนต่อสภาวะอากาศได้ดีพอควร อากาศและก๊าซสามารถซึมผ่านได้ดี
- หดตัวในแม่พิมพ์ได้ดีมาก ทำให้ถอดจากแม่พิมพ์ได้ง่าย
- เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก
- ผสมสีได้ง่าย ทำให้ผลิตเป็นฟิล์มใส ฟิล์มสี ฟิล์มโปร่งแสงหรือทึบแสงได้
- ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส
ผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยพอลิเอทิลีน ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่ ขวดใส่สาร เคมี ขวดใส่น้ำ ลังหรือกล่องบรรจุสินค้า ภาชนะต่างๆ เครื่องเล่นของเด็ก ถุงเย็น ถาดทำน้ำแข็ง ชิ้นส่วนของแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฉนวนไฟฟ้า ถุงใส่ของ แผ่นฟิล์มสำหรับห่อของ โต๊ะและเก้าอี้ พอลิโพรไพลีน (Polypropylene: PP) พอลิโพรไพลีนมีลักษณะขาวขุ่น ทึบแสงกว่าพอลิเอทิลีน มีความหนาแน่นในช่วง ๐.๘๙๐ - ๐.๙๐๕ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถลอยน้ำได้เช่นเดียวกันกับพอลิเอทิลีน ลักษณะอื่นๆคล้ายกับพอลิเอทิลีน
สมบัติทั่วไป
- มีผิวแข็ง ทนทานต่อการขีดข่วน คงตัวไม่เสียรูปง่าย
- สามารถทำเป็นบานพับในตัว มีความทนทานมาก
- เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก แม้ที่อุณหภูมิสูง
- ทนทานต่อสารเคมีส่วนมาก แต่สารเคมีบางชนิดอาจทำให้พองตัว หรืออ่อน นิ่มได้
- มีความเหนียวที่อุณหภูมิตั้งแต่ ๑๐๕ องศาฟาเรนไฮต์ลงไปจนถึง ๑๕ องศาฟาเรนไฮต์ (๔๐ องศาเซลเซียส ถึง -๑๐ องศาเซลเซียส) แต่ที่ ๐ องศาฟาเรนไฮต์ จะเปราะ
- มีความต้านทานการซึมผ่านของไอน้ำและก๊าซได้ดี
- สามารถทนอุณหภูมิสูงที่ใช้ในการฆ่าเชื้อ (Sterilization : ๑๐๐๛C) ได้
- ผสมสีได้ง่ายทั้งลักษณะโปร่งแสงและทึบแสง
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพอลิโพรไพลีน ผลิตภัณฑ์ที่พบเสมอคือ กล่องเครื่องมือ กระเป๋า ปกแฟ้มเอกสาร กล่องและตลับเครื่องสำอาง กล่องบรรจุอาหาร อุปกรณ์ของรถยนต์ เครื่องใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ วัสดุบรรจุภัณฑ์ในอุตสาหกรรม ขวดใส่สารเคมี กระป๋องน้ำมันเครื่อง กระสอบข้าวและถุงบรรจุปุ๋ย
พอลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl chloride: PVC)พอลิไวนิลคลอไรด์ เป็นพอลิเมอร์ที่สำคัญที่สุดในกลุ่มไวนิลด้วยกัน มักเรียกกัน ทั่วไปว่า พีวีซี เนื้อพีวีซีมักมีลักษณะขุ่นทึบ แต่ก็สามารถผลิตออกมาให้มีสีสันได้ทุกสีเป็นฉนวนไฟฟ้าอย่างดี ตัวมันเองเป็นสารที่ทำให้ไฟดับจึงไม่ติดไฟ มีลักษณะทั้งที่เป็นของแข็งคงรูปและอ่อนนุ่มเหนียว เรซินมี ทั้งที่เป็นเม็ดแข็งหรืออ่อนนุ่ม และเป็นผง จึงสามารถนำไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง
สมบัติทั่วไป
- มีความแข็งแรงดี ทนทานต่อสภาวะ อากาศและสิ่งแวดล้อมปกติ
- ต้านทานต่อสารเคมีและน้ำ
- เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี
- สามารถผสมสีและแต่งสีได้อย่างไม่จำกัด
- สามารถเติมสารเติมแต่งต่างๆ เพื่อปรุงแต่งสมบัติของผลิตภัณฑ์
- มีสมบัติอื่นๆกว้างขวางและสามารถ สลายตัวเอง
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพอลิไวนิลคลอไรด์ ผลิตภัณฑ์ทั่วไป ได้แก่ หนังเทียมซึ่งมีความอ่อนนุ่มกว่าหนังแท้สำหรับหุ้มเบาะเก้าอี้ หรือปูโต๊ะ เคลือบกระดาษและผ้า กระเป๋าถือของสตรี กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใส่สตางค์ รองเท้า เข็มขัด หุ้มสายไฟฟ้า สายเคเบิล หุ้มด้ามเครื่องมือ หุ้มลวดเหล็ก ท่อน้ำ ท่อร้อยสายไฟฟ้า อ่างน้ำ ประตู หน้าต่าง
พอลิไวนิลอะซิเตต (Polyvinyl acetate: PVA)เป็นพอลิเมอร์ที่มีแขนงหนาแน่น มีลักษณะโมเลกุลแบบอะแทกติก ไม่มีความเป็นผลึก จึงมีลักษณะอ่อนนิ่มมากจนเป็นของเหลวข้นหนืด สีขุ่นขาว เมื่อแห้งจะใส เนื่องจากความอ่อนนิ่มจนมีลักษณะเป็นของเหลวข้นหนืด จึงไม่สามารถหล่อขึ้นรูปด้วยวิธีแม่พิมพ์ใดๆได้
สมบัติทั่วไป
- อ่อนนิ่ม ง่ายต่อการทำเป็นอีมัลชัน
- อุณหภูมิของการหล่อแม่พิมพ์ต่ำ จึงไม่เหมาะที่จะหล่อขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์
- ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส
- เมื่อแห้งจะมีความโปร่งใสมากขึ้น มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
การใช้งานเรซินชนิดนี้ใช้ทำกาวในรูปของอีมัลชัน สำหรับติดไม้ กระดาษ ผ้า และหนังเทียม มักเรียกกาวชนิดนี้ว่า กาวลาเท็กซ์ ใช้เป็น สารเหนียวในหมากฝรั่ง ทำสี และเคลือบหลอดไฟแว็บสำหรับถ่ายรูปในสมัยก่อน
พอลิสไตรีน (Polystyrene: PS)เป็นพอลิเมอร์เก่าแก่ที่รู้จักกันมานานแล้ว โดยทั่วไปสไตรีนพอลิเมอร์จะมีความแข็ง เปราะแตกรานได้ง่าย แต่สามารถทำให้ เหนียวขึ้นได โดยการเติมยางสังเคราะห์บิวทาไดอีนลงไป ซึ่งเรียกว่า สไตรีนทนแรง อัดสูง (High impact styrene) การใช้สไตรีน เป็นโคพอลิเมอร์ (พอลิเมอร์ที่ประกอบด้วยมอนอเมอร์ ๒ ชนิด) เพื่อปรับปรุงคุณภาพและสมบัติของพอลิเมอร์อื่นให้ดีขึ้น เมื่อรวมตัวกับพอลิเมอร์อื่น จะทำให้มีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เช่น มีความเหนียวและความแข็งเพิ่มขึ้น ทนความร้อนเพิ่มขึ้น อุณหภูมิจุดหลอมตัวสูงขึ้น พอลิสไตรีนบริสุทธิ์มีลักษณะใสคล้าย กระจก ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพอลิสไตรีนให้มีคุณภาพดีขึ้น มีความเป็นผลึกใส แข็ง และขึ้นรูปได้ง่าย พอลิสไตรีนเป็นพอลิเมอร์ที่มีอุณหภูมิ หลอมเหลวเป็นช่วงกว้าง ทำให้ง่ายต่อการหล่อขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ สามารถเลือกตั้งอุณหภูมิ และความดันของเครื่องจักรได้ง่าย พอลิสไตรีนเป็นพอลิเมอร์ที่มีน้ำหนักเบา (ที่สุด) ราคาย่อมเยา
สมบัติทั่วไป
- มีความแข็ง แต่เปราะ แตกรานง่าย น้ำหนักเบา ราคาถูก
- ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีความใส ผิวเรียบ ใส่สีเติมแต่งได้ง่าย และคงความโปร่งใสเช่นเดิม
- ทนทานต่อสารเคมีทั่วไป แต่ไม่ทนต่อสารไฮโดรคาร์บอนและตัวทำละลายอินทรีย์
- เป็นฉนวนไฟฟ้า
- ไม่ดูดความชื้น เกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่าย ทำให้ดูดฝุ่นละอองได้ดี
- การหดตัวสูงเมื่อเย็นตัว ทำให้ถอดจากแม่พิมพ์ได้ง่าย แต่อาจเสียรูป ขนาดไปบ้าง
- ไม่ทนต่อสภาพสิ่งแวดล้อมภายนอก ผิวเสื่อมสภาพเร็ว ไม่ทนต่อการถูกขีดข่วน ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพอลิสไตรีน
พอลิสไตรีนเรซิน มีลักษณะเป็นเม็ด เป็นผง และเป็นของเหลว เหมาะสำหรับการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีต่างๆ ผลิตภัณฑ์ทั่วไป ได้แก่ ถ้วยจาน แก้วน้ำ ช้อนส้อมที่ใช้แล้วทิ้ง กล่องบรรจุอาหารและผลไม้ ไม้บรรทัด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น ด้ามลูกอมขนมเด็ก ขวดหรือกระปุกใส่ยา เฟอร์นิเจอร์บางอย่าง ชิ้นส่วนในตู้เย็น โฟมกันแตกสำหรับบรรจุภัณฑ์และฉนวนความร้อน
พอลิอะคริเลต (Polyacrylate)พอลิอะคริเลต มักเรียกกันทั่วไปว่า อะคริลิก เป็นพอลิเมอร์ที่ได้จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สามารถผลิตได้จากมอนอเมอร์หลายชนิด พลาสติกประเภทนี้ที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ เมทิลเมทาคริเลต (Methyl methacry late) พอลิอะคริเลต เป็นพลาสติกที่มีโครงสร้างเส้นสายเป็นแบบ อะแทกติก (Atactic) กล่าวคือ โมเลกุลมีกิ่งหรือแขนงไม่แน่นอน สั้นบ้างยาวบ้าง มีความโปร่งใสมาก (แสงผ่านได้ประมาณร้อยละ ๙๒) จึงเป็นวัสดุมาตรฐานที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น เลนส์และฝาครอบไฟท้าย
สมบัติทั่วไป
- มีความโปร่งใสคล้ายกระจก
- ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
- ทนทานต่อสารเคมีหลายประเภท ยกเว้นตัวทำละลายบางชนิด เช่น คลอโรฟอร์ม
- ใส่สีให้มีสีสันได้ตามความต้องการ
- มีจุดอ่อนตัวต่ำ มีความเหนียว
- คงรูปดีมากและทนทานต่อการขีดข่วน
- รวมตัวกับพอลิเมอร์ชนิดอื่นได้
- เป็นฉนวนไฟฟ้า
- ไม่ดูดความชื้น
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพอลิอะคริเลต อาจนำพอลิอะคริเลตมาใช้แทนกระจก ทั้งใสและเป็นสีชา ผลิตภัณฑ์อื่นๆได้แก่ กล่องพลาสติก กระจกกันลมสำหรับเรือเร็ว กระจกบังลมสำหรับหมวกนิรภัย ชิ้นส่วนทางอิเล็กทรอนิกส์ เส้นใยนำแสง (Fiber optics) กระจกโคมไฟรถยนต์ แผ่นป้ายและป้ายโฆษณา
พอลิคาร์บอเนต (Polycarbonate)พอลิคาร์บอเนตเป็นพลาสติกที่มีความ โปร่งใส และแข็งมาก ต้านทานการขีดข่วน ได้ดี จึงมักใช้ทำผลิตภัณฑ์แทนแก้วหรือกระจก
สมบัติทั่วไป
- มีความใสคล้ายกระจก
- ผสมสีได้ง่าย
- มีความแข็ง เหนียว และยึดเกาะตัว ดีมาก คงรูปดี
- เป็นฉนวนไฟฟ้าอย่างดี
- ทนความร้อนได้สูง จึงใช้แทนกระจกได้เป็นอย่างดี
- ไม่ติดไฟแต่จะทำให้ไฟดับ
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพอลิคาร์บอเนต ลักษณะของเรซินมีทั้งเป็นเม็ดใส เป็นผง และเป็นแผ่น เหมาะสำหรับการขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ เช่น การฉีดเข้าแม่พิมพ์ หรือเอกซ์ทรูชัน ใช้ทำโคมไฟฟ้า กระจกเลนส์โคมไฟหน้าของรถยนต์ กระจกแว่นตาภาชนะและขวดพลาสติก ใบพัดเรือ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ไนลอน (Nylon)ไนลอนเป็นพอลิเมอร์ที่มีมานาน คนไทยมักรู้จักไนลอนในรูปของเสื้อผ้าและเชือกไนลอน ผลิตภัณฑ์ไนลอนที่นิยมใช้แพร่หลายมีหลายชนิด เช่น ไนลอน ๔ ไนลอน ๖,๖ ไนลอน ๖,๑๐ ไนลอน ๑๐ และไนลอน ๑๑ เป็นต้น
สมบัติทั่วไป
- มีสีขาวขุ่น โปร่งแสง
- สามารถผสมกับสีได้ดี
- หล่อลื่นในตัวเอง
- ทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมี สารประกอบไฮโดรคาร์บอนและน้ำมัน
- ไม่ทนทานต่อกรดแก่
- ดูดความชื้นทำให้เกิดการหดและยืดตัว
- เป็นฉนวนไฟฟ้า
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไนลอน เนื่องจากไนลอนมีสมบัติที่ดีในด้านความเหนียวและมีผิวลื่น จึงมักใช้ทำเฟืองเกียร์แทนโลหะเพื่อลดการใช้สารหล่อลื่น ทำเส้นใยที่มีเส้นละเอียดมากสำหรับทอเป็นผ้าและผลิตเครื่องนุ่งห่ม ลักษณะของเรซินมีทั้งที่เป็นเม็ด แผ่น แท่ง และท่ออีกด้วย ผลิตภัณฑ์จากไนลอนที่พบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่ เครื่องมือช่าง ฝาครอบไฟฟ้าภายในรถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รอกและเชือกราวม่าน อวน แห หวี เฟืองเกียร์ลูกปืนในเครื่องจักรกลที่ไม่ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่น ผ้าไนลอน และใบเรือ
พอลิเททระฟลูออโรเอทิลีน (Polytetrafluoroethylene : PTFE)พอลิเททระฟลูออโรเอทิลีน (พีทีเอฟอี) เป็นพลาสติกชนิดพิเศษที่รู้จักกันดีชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในด้านความทนทาน ต่อการกัดกร่อนของสารเคมี และทนความร้อน สูง สีขาวขุ่น ผิวมีความลื่นมัน ไม่ต้องการสารหล่อลื่น เนื่องจากมีความทนทานต่อความร้อนสูงมาก จึงทำให้กระบวนการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต้องใช้ความร้อนสูง และมีความยุ่งยากกว่าพลาสติกชนิดอื่น
สมบัติทั่วไป
- มีสีขาวขุ่น ค่อนข้างทึบแสง ผิวเป็น มันและลื่นมาก
- ทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ที่อุณหภูมิสูง
- ทนความร้อนได้สูงถึง ๓๐๐ องศาเซลเซียส
- เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพอลิเททระฟลูออโรเอทิลีน ลักษณะของเรซินเป็นของเหลว เป็นเม็ด และเป็นผง ใช้เคลือบด้ามเครื่องมือช่าง เคลือบภายในหม้อและกระทะทำให้ไม่ต้องใช้น้ำมัน หุ้มสายไฟฟ้า แหวนลูกสูบของเครื่องยนต์ ลูกปืนที่ใช้ในเครื่องจักรกลที่ไม่ต้องการสารหล่อลื่น ภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองทางเคมี เช่น หลอดทดลอง บีกเกอร์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังใช้ผสมกับน้ำมัน หล่อลื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหล่อลื่นอีกด้วย
ฟีนอลฟอร์มาลดีไฮด์ (PhenolFormaldehyde : Bakelite)ฟีนอลฟอร์มาลดีไฮด์ หรือเบกาไลต์ เป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมเซ็ตชนิดแรกที่รู้จักมานาน มีสีน้ำตาลคล้ายขนมปัง มีความแข็งและอยู่ตัว เรซินชนิดนี้มีทั้งที่เป็นของเหลวใส เหมาะสำหรับหล่อในพิมพ์ และแบบที่เป็นผงสำหรับการขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ ซึ่งชนิดหลังนี้มีสีน้ำตาลดำเพียงอย่างเดียว
สมบัติทั่วไป
- เนื้อแข็งคงตัว แต่เปราะ ทนทานต่อการผุกร่อน
- เป็นฉนวนไฟฟ้า
- ทนความร้อนได้สูง (๒๖๐ องศาเซลเซียส)
- ไม่ดูดความชื้น ราคาถูก
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟีนอลฟอร์มาลดีไฮด์ ใช้ทำปลอกหุ้มคอยล์รถยนต์ แกนคอยล์ในเครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์ เปลือกเครื่องโทรศัพท์สมัยโบราณ ด้ามเครื่องมือช่าง หูหม้อ หูกระทะ ด้ามมีด ลูกบิลเลียด แผงวงจรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กาว สารเคลือบผิว ตลอดจนใช้เป็นสารเติมแต่ง ในอุตสาหกรรมยาง
เมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ (MelamineFormaldehyde)เมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์เป็นพอลิเมอร์ที่ได้จากปฏิกิริยาคอนเดนเซชันของเมลามีนกับฟอร์มาลดีไฮด์ โครงสร้างเป็นโครงข่ายร่างแหหนาแน่นทั้งสามมิติที่แข็งแรงคล้ายฟีนอลฟอร์มาลดีไฮด์ มีสีขุ่นทึบลักษณะของเรซินมีทั้งเป็นผงและเป็นเม็ด เหมาะสำหรับการขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์
สมบัติทั่วไป
- มีเนื้อแข็งมาก ทนทานต่อการขีดข่วน เหนียวไม่แตกง่าย
- ผสมสีได้ดี
- ทนทานต่อน้ำยาฟอกสี น้ำมัน ผงซักฟอก
- ไม่ติดไฟ ไม่อ่อนตัวเมื่อได้รับความ ร้อน แต่เมื่อถูกความร้อนสูงจะไหม้เกรียม
- เป็นฉนวนไฟฟ้า
- ไม่ดูดความชื้น
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ ใช้ทำจาน ชาม ถ้วยกาแฟ เครื่องใช้ภายในครัว เครื่องประดับบ้าน เครื่องผสมอาหาร สวิตช์ไฟฟ้า ขั้วไฟฟ้า ทำกาวในอุตสาหกรรมไม้อัด เคลือบไม้ ผ้าและกระดาษ
งานไฟเบอร์กลาส
วิธีการทำงานไฟเบอร์กลาสวัสดุ
1. โพลีเอสเตอร์เรซิน (Polyester Resin)
2. ตัวทำแข็ง (Hardener)
3. ตัวเร่งปฎิกิริยา (Makp)
4. โมโนสไตรีน (Monostyrene)
5. ใยแก้ว - ผืนทอหยาบ,ทอละเอียด , ผืนเส้นยาว
6. เจลโค๊ท (Gel Coat)
7. สีเรซิน
8. น้ำยาล้าง อะซิโตน (Acetone)
9. ขี้ผึ้งขัดผิว (Rubbing Compound)
10.น้ำยาถอดแบบ PVA (Pva Release Agent)
11.ผงทัลคัม (Talcum)
อุปกรณ์
1. ภาชนะบรรจุสำหรับเทแยกผสมเรซิน
2. แปรงและลูกกลิ้งสำหรับทาเรซิน
3. ลูกกลิ้ง สำหรับไล่ฟองอากาศ
4. กาพ่นสี หรือฟองน้ำ
5. ผ้าขัด
6. กระดาษทราย เบอร์ 100 , 320 , 800
7. มีด , กรรไกร , เครื่องมือที่ใช้ตัด เจียร์ หรือเจาะ เท่าที่จำเป็น
8. ลิ่ม
วิธีการทำแม่แบบ (Lay-Up)
1. เตรียมแม่แบบ โดยการทำความสะอาดด้วยน้ำ แล้วตากให้แห้ง
2. ขัดผิวชิ้นงานด้วยขี้ผึ้งขัดผิว (Rubbing Compound) เพื่อให้ผิวเป็นมันเรียบ
3. ทาหรือพ่นน้ำยาถอดแบบ PVA แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง หรือจะขัดด้วยขี้ผึ้งถอดแบบก็ได้
4. ทาหรือพ่นเจลโค๊ทที่แม่แบบ แล้วทิ้งให้แข็งตัว (ถ้าต้องการให้แม่แบบมีสีก็ให้ผสมเจลโค๊ทที่จะพ่น กับสีเรซิ่นก่อน)
5. วางใยแก้วทับที่แม่แบบแล้วใช้แปรงจุ่มโพลีเอสเตอร์เรซินที่ผสมตัวเร่ง และตัวทำแข็ง แล้ว เททับที่ใยแก้ว แล้วใช้ลูกกลิ้งไล่น้ำยา เพื่อให้แน่ใจว่าใยแก้วติดชิ้นงานดีแล้ว
6. ถ้าต้องการความแข็งแรงขึ้นของแม่แบบ ให้ทำซ้ำในข้อ. 5
7. เมื่อปล่อยให้แข็งตัวประมาณ 2-3 ชม. แล้ว ให้ทำการแต่งขอบโดยใช้ เครื่องมือตัด กรรไกร หรือ มีด
8. ถอดแม่แบบออกโดยใช้ลิ่มไม้ตอก , ใช้น้ำอัด หรือ ล่มเป่า
9. เมื่อถอดแม่แบบได้แล้วขัดผิวแม่แบบให้เรียบ มัน
วิธีการทำชิ้นงานไฟเบอร์กลาส
1. ทำความสะอาดแม่แบบด้วยน้ำเช็ดให้แห้ง
2. ขัดผิวแม่แบบให้เรียบมันด้วยขี้ผึ้งขัดผิว ให้ผิวเป็นมันเงา โดยไม่ให้มีขี้ผึ้งเหลือติดอยู่
3. ทาหรือพ่นน้ำยาถอดแบบ PVA ให้ทั่วผิว 2 ครั้ง แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
4. ผสมเจลโค๊ต + ตัวเร่งปฏิกิริยา + ตัวทำแข็ง + สีเรซิ่น + โมโนสไตรีน
5. พ่นหรือทาเจลโค๊ทที่ผสมแล้ว ให้ได้ความหนาประมาณ 1 ซม. ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชม. ให้แห้งหมาด
6. วางใยแก้วที่ตัดไว้แล้ว ลงตามขอบหรือมุมที่คิดว่าจะวางยากก่อน แล้วค่อยไล่วางลงในส่วนที่เหลือให้ทั่ว ให้ได้ความหนาพอสมควร แล้วใช้แปรงจุ่มโพลีเอสเตอร์เรซิ่นที่ผสมแล้ว ทาบนใยแก้วที่วางบนแม่แบบให้ทั่ว จากนั้นใช้ลูกกลิ้งไล่ฟองอากาศให้ทั่ว แล้วปล่อยให้แห้ง ประมาณ 1 ชม.
7. ทำซ้ำตามข้อ. 6 เพื่อให้ได้ความหนาของชิ้นงานตามที่ต้องการ
8. เมื่อชิ้นงานเริ่มแข็งตัวแล้ว ให้ใช้มีดหรือกรรไกรตัดแม่แบบออก แต่ถ้าแข็งมาก ก็จะต้องใช้เครื่องเจียร์ตัด แล้วทำการตัดแต่งชิ้นงานให้เรียบร้อย สวยงาม ด้วยกระดาษทราย ก็จะได้ชิ้นงานตามต้องการ
ข้อสังเกต
1. การผสมเรซิน + ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิด 5% จำนวน 0.2% ของน้ำหนักเรซิน + ตัวทำแข็ง 0.5 - 2% = เรซินจะแข็งตัวภายใน 30-60 นาที ถ้าต้องการลดความหนืด ให้ผสมโมโนสไตรีนก่อนผสมตัวทำแข็ง
2. การพ่นน้ำยาถอดแบบ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
ขั้นตอนการซ่อมชิ้นงานไฟเบอร์กลาส
1.ให้ทำความสะอาดผิวชิ้นงานก่อนโดยการขัดตามรอยผิวไฟเบอร์กลาสที่แตกหรือชำรุด ด้วยกระดาษทรายเบอร์ 800 ให้ลึกไปถึงเนื้อไฟเบอร์ จากนั้นปัดฝุ่นโดยใช้ลมเป่าไม่ให้มีเศษละอองฝุ่นที่สกปรกติดอยู่
2. จากนั้นให้ฉีดใยแก้วเตรียมไว้ ว่าจะใช้ปะ หรือวางทาบบริเวณใด และขนาดใดบ้าง แล้วจึงผสมน้ำยาเรซิน โดยการเทแบ่งใส่กระป๋องพลาสติกเท่าที่จะใช้ เช่น เทเรซินน้ำหนักประมาณ 1 กก. แล้วใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาตัวสีม่วง 0.5-1% ของน้ำหนักเรซินประมาณสัก 20 หยด แล้วใช้ไม้กวนให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันดีแล้ว ให้ใส่โมโนสไตรีนในอัตรา 10-15% กวนให้เข้ากัน แล้วจึงใส่ตัวทำแข็งปริมาณ 1-2% ของน้ำหนักเรซิน แล้วกวนให้เท่ากันอีกครั้ง
3. เมื่อผสมกันได้ที่แล้ว ให้ใช้แปรงจุ่มเรซินทาบริเวณที่ต้องการให้ทั่ว แล้ววางใยแก้วทับลงไป ใช้เรซินทาซ้ำอีกครั้ง โดยใช้แปรงหรือลูกกลิ้งไล่กด เพื่อให้แน่ใจว่าใยแก้วและเรซินติดบริเวณที่ต้องการได้สนิทแล้ว ถ้าต้องการให้หนาขึ้น ให้ทำซ้ำได้หลายชั้นตามที่ต้องการ
4. หลังจากทาเรซินที่ผสมแล้ว เรซินจะเริ่มแข็งตัวประมาณ 30 นาที -1 ชม. และแข็งดีขึ้นประมาณ 2-3 ชม.
5. จากนั้นให้ทำการแต่งผิวเรซินให้เรียบร้อยตามต้องการอีกครั้ง โดยใช้อุปกรณ์สำหรับตัดแต่งที่เตรียมไว้แล้ว
ข้อควรระวัง
1. ควรผสมเรซินแค่พอใช้งาน จะได้ไม่ต้องเสียในส่วนที่เหลือ เพราะจะแข็งตัวใช้ไม่ได้
2. ควรเก็บตัวเร่งปฏิกิริยาไว้ให้ห่างจากตัวทำแข็ง เพราะหากผสมกันแล้ว จะเกิดความร้อนทำให้ไฟลุกได้
3. ควรใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกขณะทำงาน เพื่อป้องกันกลิ่นและฝุ่นละออง
วิธีการทำงานไฟเบอร์กลาส
แบบใช้มือทา เป็นวิธีที่เหมาะกับมือใหม่ ลงทุนน้อย และนิยมมากที่สุด
1.เตรียมแม่แบบโดยการล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำหรือใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด แล้วปล่อยให้แห้ง
2.ขัดผิวหน้าด้วยขี้ผึ้งขัดผิว
3.ทาหรือพ่นน้ำยาถอดแบบ PVA แล้วทิ้งให้แห้งหรืขัดด้วยขี้ผึ้งถอดแบบแทนก็ได้
4.ทาหรือพ่นเจลโค๊ตสีแล้วทิ้งให้แข็งตัว
5.วางผืนใยแก้วทับลงไป
6.ใช้แปรงหรือลูกกลิ้งจุ่มเรซิ่นที่ผสม ตัวม่วง และ Hardener แล้วทาบนผืนใยแก้วให้ทั่วทิ้งไว้ให้แข็งตัว
7.ถ้าต้องการให้ชิ้นงานหนาขึ้นให้วางใยแก้วทับลงไปอีก ทาหรือกลิ้งเรซิ่นให้ทั่ว สลับกันจนได้ความหนาที่ต้องการ แล้วปล่อยให้แข็งตัว
8.ตัดขอบใยแก้วที่ยื่นออกจากแม่พิมพ์
9.เมื่อชิ้นงานแข็งตัวดีจึงถอดชิ้นงานออกจากแม่แบบ โดยใช้ลิ่มไม้ น้ำอัดหรือลมอัด
10.ขัดตกแต่งขอบชิ้นงานให้เรียบ แล้วนำไปประกอบหรือต่อเติมติดชิ้นส่วนอื่นๆ
copyright © 2008 by f9fiberglass